ธรรมะเพื่อประชาชน
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559
050 มัชฌิมาปฏิปทา เส้นทางสู่ความหลุดพ้น
มัชฌิมาปฏิปทา เส้นทางสู่ความหลุดพ้น

การช่วยเหลือตนเองและสรรพสัตว์ ให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน จะต้องอาศัยกำลังบุญกำลังบารมีที่มาก ทั้งบารมีแบบธรรมดา จนกระทั่งถึงขั้นอุปบารมีและปรมัตถบารมี ต้องสร้างบุญบารมีกันชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญนับอสงไขยไม่ถ้วน จึงจะช่วยเหลือตนเองและสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ เหมือนอย่างเราสงสารเพื่อนมนุษย์ อยากช่วยเหลือเขาไม่ให้เดือดร้อน ถ้ามีทรัพย์สมบัติมากก็ช่วยเหลือได้เต็มที่ ทำให้รอดพ้นจากความอดอยากยากจน ได้รับความสุขความสะดวกสบายในชีวิต
ดังนั้นถ้ามีบุญมากจะทำอะไรต่างๆ ก็ง่าย เราจึงต้องสั่งสมบุญกันให้ได้มากที่สุด และต้องทำกันไปเป็นทีมใหญ่ ทำกันไปจนกว่าบารมีของเราจะเต็มเปี่ยม คือ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน และไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ที่สุดแห่งธรรมพร้อมๆ กัน
* พระสารีบุตรเถระได้กล่าวธรรมภาษิตไว้ใน ธรรมทายาทสูตร ว่า
“กตมา จ สา อาวุโส มชฺฌิมา ปฏิปทา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ(Meditation)
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาที่เป็นธรรมทำให้มีดวงตา ทำให้เกิดญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ”
มัชฌิมาปฏิปทา คือเส้นทางสายกลาง เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นวิสุทธิมรรค คือ หนทางสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น เป็นเอกายนมรรค หนทางเอกสายเดียว ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวล หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ที่เขาคอยบังคับบัญชาเราอยู่ ให้ตรึงติดอยู่กับกิเลสอาสวะ ให้หลงใหลเพลิดเพลินในเบญจกามคุณ ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์ต่างๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงค้นพบการทำจิตให้บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ต้องเริ่มจากดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทานี้เท่านั้น เพราะพระองค์ทรงทดลองมาหมดทั้ง ๒ วิธีว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้น ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงเอกันตบรมสุข ที่ไม่มีทุกข์เจือปน ไม่ว่าจะเป็นกามสุขัลลิกานุโยค คือ ทำตนเองให้หมกมุ่นเพลิดเพลินอยู่ในเบญจกามคุณ แม้ก่อนที่จะเสด็จออกผนวช พระองค์จะพรั่งพร้อมไปด้วยข้าทาสบริวาร มีปราสาท ๓ ฤดู ทรงพรั่งพร้อมกว่าใครๆ ในโลกมนุษย์ แต่ใจก็ยังไม่เคยอิ่ม ยังมีความพร่องอยู่ จึงเสด็จออกทรงผนวชเพื่อบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวเองให้ลำบากด้วยหวังว่าจะพ้นทุกข์
วิธีไหนที่ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อน เห็นว่าจะทำให้บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ก็ทรงทดลองหมดทุกอย่าง จากที่เคยเสวยโลกียสุขประดุจชาวสวรรค์ ก็เปลี่ยนมาเป็นนักบวชอาศัยอาหารที่คนอื่นถวายมา ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งเป็นการทรมานตนที่ทำได้ยากที่สุด เพราะถือว่า หากทำได้สำเร็จ จะได้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ แต่เมื่อทดลองทำดูแล้วก็ทรงเห็นว่า ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น จึงเลิกวิธีการนั้น แล้วหันกลับมาปฏิบัติทางสายกลาง ไม่ตึงไปและก็ไม่หย่อนไป คือปฏิบัติพอดีๆ ในที่สุด พระองค์สามารถค้นพบทางสายกลางด้วยการดำเนินจิตเข้าสู่กลางภายใน ได้ตรัสรู้กายธรรมอรหัต จึงกล้าปฏิญญาพระองค์เองว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ
เมื่อทรงค้นพบเส้นทางสายกลางแล้ว ก็ทรงทำหน้าที่เป็นประทีปเอกของโลก แนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้ตาม ทรงสอนจากเรื่องหยาบๆ ว่า มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา คือ เส้นทางสายกลางที่พระตถาคตได้ตรัสรู้นั้น ต้องเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเห็นที่ถูกต้องเสียก่อน เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าโลกนี้โลกหน้ามีจริง นรกสวรรค์มีจริง ทานที่ทำแล้วมีผลจริง เป็นต้น ความดำริชอบ คือ สัมมาสังกัปปะก็จะตามมา จะคิดแต่เรื่องที่ดีๆ คิดอยากออกจากกาม เพราะเห็นว่าสิ่งที่เป็นความสุขยิ่งกว่ายังมีอยู่และสามารถเข้าถึงได้ สัมมาวาจา ต้องมีวาจาชอบ สัมมากัมมันตะ มีการงานชอบ การงานที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและชาวโลก
สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ไม่ประกอบอาชีพทุจริต แม้เป็นมิจฉาวณิชชา ถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกธรรม ก็จะไม่ทำเด็ดขาด สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ สัมมาสติ มีสติระลึกชอบ ไม่เผลอจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และสัมมาสมาธิ มีสมาธิชอบ การทำสมาธิที่ถูกต้องนี่ลึกซึ้งทีเดียว ต้องตั้งให้ถูกฐาน ถูกที่ตั้งของใจ แล้วปฏิบัติให้ถูกส่วน เอาใจหยุดนิ่งตรงฐานที่ตั้งของใจคือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้วมือ
พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ท่านสร้างบารมีด้วยการนั่งสมาธิมาทุกภพทุกชาติ ก็เพื่อค้นหาศูนย์กลางกายที่อยู่ในกลางตัวของท่านนี่แหละ เมื่อพบดวงปฐมมรรค ซึ่งเป็นต้นทางของมรรคมีองค์ ๘ ประชุมรวมกันได้ถูกส่วน ดวงใสสว่างจะบังเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน เมื่อหยุดนิ่งถูกส่วนต่อไป ก็เข้าไปพบดวงธรรมภายใน พบกายในกายจนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมภายใน เป็นพุทธปฏิมากร ใสเกินใส สวยเกินสวย เป็นกายที่เป็น นิจฺจํ สุขํ อตฺตา เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของตัวเรา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นกายที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล
มีเรื่องเล่ากันเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาว่า มียักษ์ตนหนึ่ง ได้ไปถือศีลภาวนาบูชาพระผู้เป็นเจ้า หวังจะได้พร ๔ ประการ คือใครฆ่าไม่ตาย จะฆ่าที่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่ตาย คนก็ฆ่าไม่ตาย สัตว์ก็ฆ่าไม่ตาย ศาสตราของไม่มีคมฆ่าก็ไม่ตาย อาวุธของมีคมฆ่าก็ไม่ตาย ฆ่ากลางวันก็ไม่ตาย ฆ่ากลางคืนก็ไม่ตาย อยากได้พร ๔ อย่างนี้ จึงไปทำความเพียรอยู่หลายหมื่นปี ในที่สุดก็ได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าว่า ใครฆ่าก็ไม่ตาย พอลืมนึกถึงความตาย คิดว่าอย่างไรใครก็ฆ่าตัวไม่ตาย คิดว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความตาย ก็เกิดความฮึกเหิม ไปทำความชั่ว ทำบาปอกุศลมากขึ้นทุกวันๆ เบียดเบียนสมณะ ชีพราหมณ์ เทวดา พรหม เบียดเบียนเขาไปหมดเลย
จนกระทั่งในที่สุด เทวดา พรหม อรูปพรหม ก็ประชุมพร้อมกัน ส่งผู้มีฤทธิ์มีเดช มีบารมีแก่ๆ ลงมาในมนุษยโลก เพื่อที่จะปราบยักษ์ตนนี้ พอได้จังหวะเวลา ท่านก็เนรมิตตัวเองเป็นนรสิงห์ คือตัวเป็นคนศีรษะเป็นสิงโต ด้วยบารมีของท่านแก่กล้าฤทธิ์เดชมากทีเดียว สามารถต่อสู้กับยักษ์ตนนี้ได้ แต่ก็ยังฆ่าไม่ตายสักที จึงจับยักษ์นั้นมายืนไว้ที่ประตูระหว่างทางเข้าออก แล้วก็ถามยักษ์นั้นว่า เราเป็นคนหรือสัตว์
ยักษ์บอกว่า คนก็ไม่ใช่สัตว์ก็ไม่ใช่ เพราะตัวเป็นคน ศีรษะเป็นสัตว์ คือ เป็นสิงโต ท่านก็ชูเล็บให้ดูว่า นี่เป็นศาสตราหรืออาวุธ มีคมหรือไม่มีคม ยักษ์ก็บอกว่า ไม่ใช่ทั้งศาสตราไม่ใช่ทั้งอาวุธ แล้วถามว่า ไอ้ที่ยืนอยู่ตรงนี้น่ะ นอกบ้านหรือในบ้าน ยักษ์บอกว่า นอกก็ไม่ใช่ ในก็ไม่ใช่ เพราะอยู่ระหว่างประตู แล้วถามว่า เวลานี้กลางวันหรือกลางคืน ยักษ์ก็บอกว่า เวลานี้จะกลางวันก็ไม่ใช่ กลางคืนก็ไม่ใช่ เพราะพระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่แล้ว ผู้มีฤทธิ์ท่านนั้นก็เลยจัดการปราบยักษ์ได้สำเร็จ ในระหว่างกลางตรงนั้นเอง
นี่ก็เป็นบุคลาธิษฐานว่า จะประหารสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งหลาย มีที่เดียวเท่านั้นคือที่กลาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสอนมัชฌิมาปฏิปทา หนทางสายกลาง เป็นทางหลุดทางพ้นไปสู่อายตนนิพพาน ใครสำรวมระวังจิตไว้ในกลางตัว จะพ้นจากบ่วงแห่งมาร จะชนะพญามารได้ อาศัยหยุดนิ่งไม่ต้องใช้ศาสตราอาวุธ หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นั่นแหละ พอหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้น ปฐมมรรคจะเกิดเป็นดวงสว่าง แล้วจะเห็นกายในกายไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า เข้าถึงอายตนนิพพาน ประหัตประหารกันอยู่ตรงกลางตรงนี้ที่เดียว
เมื่อเราเข้าใจหลักอย่างนี้แล้ว ต่อจากนี้ไป ให้ตั้งมโนปณิธานเอาไว้ว่า เราจะไม่ประมาท จะเดินตามรอยบาทพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านชี้ทางแนะนำพร่ำสอน ว่าให้ใจหยุดอยู่ตรงนี้ จะได้พ้นจากบ่วงแห่งมาร เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ผู้สำรวมระวังจิตคือเอามาหยุดนิ่งตรงนี้ได้ ย่อมพ้นจากบ่วงแห่งมาร วันนี้ใจไม่หยุด พรุ่งนี้เอาใหม่ ฝึกกันไปทุกวัน ทำให้สม่ำเสมอ ฝึกไปตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก อย่าหายใจไปเปล่าๆ หายใจเข้าก็ภาวนาไป หายใจออกก็ภาวนาไป ฝึกให้หยุดให้นิ่งอย่างนี้แหละ ถึงจะเรียกว่าเป็นสาวกของพระบรมศาสดา สาวกของผู้ที่มีใจหยุดใจนิ่งได้สมบูรณ์ดีแล้ว
เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้รู้จักมัชฌิมาปฏิปทา หนทางสายกลางที่จะดำเนินไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว นับว่าเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ ก็อย่าได้ประมาทกัน ให้ใช้เวลาที่ผ่านไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการน้อมนำใจให้มาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย หยุดนิ่งเข้าไปในกลางดวงธรรมภายใน แล้วก็ตามเห็นกายในกายกันเข้าไปเรื่อยๆ เราจะได้เข้าไปพบกับผู้รู้แจ้งภายใน คือพระธรรมกาย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะแก้วคุ้มกันภัยชั้นเยี่ยม และเป็นที่รวมความสมปรารถนาทุกอย่าง พระรัตนตรัยท่านสิงสถิตอยู่ภายในตัวของเราทุกๆ คนนี่แหละ ดังนั้น ให้หมั่นนั่งธรรมะเป็นประจำทุกๆ วัน ทำกันไปจนกว่าเราจะเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
049 วิชชาในพระพุทธศาสนา
วิชชาในพระพุทธศาสนา

การดำเนินชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายในสังสารวัฏ เป็นไปตามกระแสของบุญและบาป เหมือนหุ่นที่ถูกบังคับบัญชาให้ไปตามกระแสของธรรมทั้ง ๓ ฝ่าย คือ กุสลาธมฺมา อกุสลาธมฺมา และอพฺยากตาธมฺมา
ช่วงใดที่กุศลธรรมเข้ามาในใจ สรรพสัตว์ซึ่งเป็นเหมือนหุ่นเชิด จะคิดดี พูดดี ทำดี เป็นผลให้เกิดผลผลิตของความดีงาม ทำให้โลกเกิดสันติสุข แต่ถ้าช่วงไหนกระแสบาปแรงอกุศลกล้า หุ่นเชิดตัวนี้จะถูกบังคับให้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ทำให้โลกวุ่นวาย ร้อนไปด้วยไฟกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ
ถ้าหากอัพยากตาครอบงำบังคับบัญชาก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่เมื่อเรามีสติปัญญารู้เท่าทันธรรมทั้ง ๓ แล้ว ย่อมสามารถฝึกฝนบังคับจิตใจให้ดำเนินไปตามกระแสแห่งกุศลธรรมได้ ความดีจะคอยกีดกันไม่ให้กระแสแห่งความไม่ดีเข้ามาในใจ ซึ่งวิธีที่จะให้ความดีเข้ามาอยู่ในใจที่ดีและง่ายที่สุด ต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งด้วยการเจริญภาวนา
พระโกฎฐิตเถระได้กล่าวธรรมภาษิตไว้บทหนึ่งว่า
“การที่เราได้มาอยู่ในสำนักของพระพุทธจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว”
คุณวิเศษในทางพระพุทธศาสนานั้นมีจริง และทุกคนก็สามารถปฏิบัติให้เข้าถึงได้ ถ้าใจหยุดนิ่ง ซึ่งความรู้ในทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า วิชชาเป็นความรู้อันบริสุทธิ์ที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ยิ่งรู้ก็ยิ่งบริสุทธิ์ และก็มีความสุขควบคู่ไปด้วย ตั้งแต่ วิชชา ๓ ที่เป็นความรู้แจ้ง ซึ่งทุกท่านได้ยินกันบ่อยๆ คือ
* วิชชาที่ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณเป็นเหตุให้ระลึกชาติหนหลังได้ เช่น เห็นว่าชาติในอดีตเราเคยเกิดเป็นอะไร เคยไปเกิดเป็นคนเป็นสัตว์ หรือเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ก็รู้หมด การระลึกชาติได้นี้ บางท่านก็ระลึกได้มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังแห่งญาณที่ตนเองได้บรรลุ
ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า นักบวชนอกศาสนาที่บำเพ็ญภาวนามามาก จะสามารถระลึกชาติได้ ๔๐ กัป พระอสีติมหาสาวกระลึกชาติได้แสนกัป พระอัครสาวกสามารถระลึกชาติได้ ๑ อสงไขยแสนกัป พระปัจเจกพุทธเจ้าระลึกชาติได้ ๒ อสงไขยกับอีกแสนกัป ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติได้ไม่มีกำหนด คือ สามารถระลึกชาติได้ตามใจปรารถนา
ในนวังคสัตถุศาสน์ ว่าด้วยเรื่องชาดก พระบรมศาสดาทรงนำเรื่องในอดีต อันเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างบารมีมาเล่าให้ฟัง ท่านผู้รู้รวบรวมเอาไว้ได้ถึง ๕๐๐ กว่าเรื่อง ไม่ว่าจะเสวยพระชาติเป็นฤๅษีบ้าง เป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ บางภพบางชาติพระองค์ก็พลัดหลงไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานก็มี แต่ก็มีหลายชาติที่ได้ไปเสวยสุขเป็นจอมเทพบนสวรรค์ ที่พวกเราเคยได้ยินมา ทั้งหมดนี้ที่พระองค์ไปรู้ไปเห็นได้ ก็เพราะบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณนี่เอง
วิชชาที่ ๒ คือ จุตูปปาตญาณ รู้การจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิ(Meditation) จิตจะน้อมไปเพื่อญาณเครื่องรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย สามารถเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้หมด ซึ่งเป็นการเห็นที่ล่วงจักษุของมนุษย์
วิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ เป็นญาณเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ขจัดด้วยอรหัตมรรค พอหมดกิเลสก็เป็นถึงอรหันต์ ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปแล้ว เมื่อกายหยาบดำรงอยู่ไม่ได้ ก็ถอดกายธรรมอรหัตตกศูนย์วูบเข้าไปสู่อายนตนิพพาน เสวยเอกันตบรมสุขอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมี วิชชา ๘ คือ ๑.วิปัสสนาญาณ ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา ที่สามารถพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ความไม่เที่ยงของสังขารร่างกาย ๒.มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ สามารถที่จะปาฏิหาริย์กายจากคนเดียวให้เป็นร้อยเป็นพันคนก็ได้ ๓.อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ เดินบนน้ำได้ ใช้อิทธิปาฎิหาริย์ลูบคลำดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวก็ได้ ๔.ทิพโสต หูทิพย์ ได้ยินเสียงแม้อยู่ในที่ไกลๆ ไกลถึงร้อยโยชน์พันโยชน์ หากมีความปรารถนาจะได้ยินแล้ว ก็สามารถได้ยินหมด
๕.เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ เมื่อต้องการจะรู้ว่าคนนี้มีใจสะอาดหรือไม่สะอาด เขามีความคิดอย่างไร จะพูดอย่างไรกับคนนี้เขาจึงจะรู้เรื่อง ก็ต้องรู้ใจเขาก่อน ๖.บุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกชาติของตัวเองได้ ๗.ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ แม้จะอยู่ในที่มืด หรืออยู่ห่างไกลกันเพียงไร หากปรารถนาจะดูก็เห็นได้ เหมือนจับมาวางอยู่ตรงหน้า ๘.อาสวักขยญาณ รู้วิธีทำอาสวะให้สิ้นไป อาสวะมี ๓ อย่าง คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ที่เป็นเหตุให้เกิดในภพหรืออรูปภพ ทำให้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ก็ตัดขาดได้หมด
วิชชาเหล่านี้ เป็นความรู้แจ้ง รู้วิเศษ เหนือสามัญชนธรรมดา พระบรมศาสดานอกจากจะบรรลุวิชชาต่างๆ เหล่านี้แล้ว ยังทรงสมบูรณ์ด้วย จรณะ ๑๕ ซึ่งเป็นความประพฤติที่งดงาม ไม่มีใครสามารถตำหนิการกระทำของพระพุทธองค์ได้ เพราะบางท่านแม้บรรลุธรรมแล้ว ก็ยังมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่พระพุทธองค์เป็นผู้มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง
นอกจากนี้ยังมี อภิญญา ๖ คือ ความรู้ยิ่ง เป็นผลที่เกิดจากการบำเพ็ญทางจิต ได้บรรลุรูปฌานและอรูปฌานสมาบัติตามลำดับ จนได้บรรลุกายธรรมอรหัต สภาพจิตจะบริสุทธิ์ที่สุดจนตรัสรู้ได้ เกิดเป็นความรู้ระดับอภิญญาขึ้นมา จะต้องเป็นจิตที่ละเอียดมากๆ มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว สงบจากกิเลสและนิวรณ์ต่างๆ พร้อมที่จะน้อมไปเพื่อให้เกิดอภิญญา ผลที่ได้ก็เหมือนกับวิชชา ๘ นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ อาสวักขยญาณ ทำอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปได้
คุณวิเศษที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่ออยากนำมาเล่าให้ลูกๆ ฟังในครั้งนี้ คือ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เป็นญาณที่แตกฉานในด้านต่างๆ ตั้งแต่
อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ คือ เข้าใจความหมายของเนื้อหาหรือถ้อยคำต่างๆ เข้าใจถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยอนาคตังสญาณ
ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม หมายถึงเข้าใจแจ่มแจ้งในพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ทรงแสดง หรือเมื่อมองเห็นผลแล้ว ก็สามารถสาวไปหาเหตุได้ด้วยอตีตังสญาณ
นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษาต่างๆ ใครพูดภาษาอะไรก็รู้เรื่อง และโต้ตอบได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษา หรือท่องจำ
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือ ความเฉลียวฉลาดและมีปฏิภาณไหวพริบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เมื่อรู้ธรรมะแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ได้อย่างพอเหมาะพอสมอีกด้วย อันนี้ก็เป็นคุณวิเศษ เป็นความแตกฉานในทางธรรม
คุณวิเศษต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นมาจากอานุภาพของใจที่หยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ถ้าหากตั้งใจประพฤติปฏิบัติฝึกฝนกันอย่างจริงจังให้ได้ทุกวัน และทำให้ถูกวิธี ด้วยการนำใจมาหยุดไว้ที่ต้นแหล่งที่จะทำให้เกิดพลานุภาพ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา เราก็สามารถจะทำได้ มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า พลังกายต้องเคลื่อนไหว แต่พลังใจต้องหยุดนิ่ง เพราะใจที่หยุดนิ่งเป็นใจที่มีอานุภาพที่ไม่มีประมาณ
นักวิทยาศาสตร์เขาสามารถผลิตยานอวกาศไปนอกโลกได้ ไปดวงจันทร์ดวงดาว แต่ใจที่หยุดนิ่งเป็นสมาธิ นุ่มนวลควรแก่การงานแล้ว จะน้อมไปทางไหนก็ได้เหมือนกัน ถ้าหากเข้าถึงพระธรรมกายและได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้ว อาศัยธรรมกายไปตรวจดูโลกต่างๆ ทวีปต่างๆ ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นอุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป หรือทวีปอื่นๆ ที่ไกลออกไป ไปดูว่าเขามีอายุ มีความเป็นอยู่กันอย่างไร
หากว่าละเอียดยิ่งไปกว่านั้น ก็ไปตรวจดูกายทิพย์ในสุคติโลกสวรรค์ได้ ถ้าละเอียดมากก็ยิ่งรู้เห็นกว้างขวางมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความลี้ลับที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะหาอุปกรณ์ใดๆ ในโลกไปสำรวจได้ เพราะมีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ อาศัยใจที่หยุดนิ่ง เป็นวิธีการทางพระพุทธศาสนานี่แหละ
หรืออีกวิธีหนึ่งที่จะไปสำรวจได้ คือต้องตายกันเสียก่อน หากบุญในตัวมีมาก จิตผ่องใสก็ไปสวรรค์ ถ้าหากทำบาปอกุศลเอาไว้มาก กระแสบาปก็จะดูดไปลงนรก ไปเป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์ดิรัจฉาน
หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านใช้คำว่า “เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว อาศัยธรรมกายไปนรกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ นิพพาน ภพสาม โลกันต์ ไปตรวจดูได้หมด นี่อานุภาพของคำว่าหยุดเป็นอย่างนี้แหละ”
เพราะฉะนั้น ให้หมั่นฝึกฝนใจให้หยุดให้นิ่งกันเป็นประจำ จะได้เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วอาศัยธรรมกายเป็นอุปกรณ์ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นศาสตร์ในทางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นศาสตร์แห่งการรู้แจ้งเห็นแจ้ง และเป็นวิชชาที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร จะเป็นเหตุให้เราพ้นทุกข์ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
* ธรรมวิภาค นักธรรมโท
047 อริยมรรค หนทางสู่ความหลุดพ้น
อริยมรรค หนทางสู่ความหลุดพ้น

การผจญภัยใดๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายนานัปการ เมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏแล้ว ก็เหมือนกับเอาก้อนกรวดเล็กๆ ไปเปรียบเทียบกับเขาพระสุเมรุ เพราะการเดินทางไกลในสังสารวัฏมีภัยรอบด้าน และต้องพบกับความไม่แน่นอนของชีวิต จะหาผู้ที่เวียนวนอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ พอถึงเวลาก็ลงมาเกิด เพื่อสร้างความดีบนโลกมนุษย์อย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง
ดังนั้น การให้ความปลอดภัยแก่ตัวเอง ในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ต้องรู้จักประคับประคองตนให้ตั้งมั่น อยู่บนเส้นทางแห่งอริยมรรค ซึ่งเป็นหนทางที่พระอริยเจ้าท่านดำเนินไป เราจะได้ไม่หลงทาง ไม่รู้สึกเคว้งคว้างเปล่าเปลี่ยว เพราะเส้นทางนี้เป็นทางที่ปลอดภัยและมีความสุขใจที่สุด วิธีการดำเนินบนเส้นทางนี้ คือ การทำใจของเราให้หยุดนิ่ง ฝึกฝนใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นประจำสม่ำเสมอ ดำเนินจิตเข้าไปสู่หนทางสายกลางภายใน แล้วเราจะได้พบกับที่พึ่งที่ระลึกภายใน คือ พระรัตนตรัย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ว่า
“มทนิมฺมทนํ โสกนุทํ สํสารปริโมจนํ
สพฺพทุกฺขกฺขยํ มคฺคํ สกฺกจฺจํ ปฏิปชฺชถ
สพฺพทุกฺขกฺขยํ มคฺคํ สกฺกจฺจํ ปฏิปชฺชถ
ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามทางที่สร่างความมัวเมา บรรเทาความเศร้าโศก เปลื้องตนให้หลุดพ้นจากสงสาร ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง โดยความเคารพเถิด”
* พระบรมศาสดาของเรา เมื่อทรงค้นพบอริยมรรค ซึ่งเป็นเส้นทางสายกลาง ที่จะนำสรรพสัตว์ไปฝั่งพระนิพพานได้แล้ว ก็ทรงแนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ให้ประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยการดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้สิ้นทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่ในภพทั้งสาม ถ้าหากดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย ทั้งภัยในโลกนี้และภัยในสังสารวัฏ จะได้ไม่ตกไปในอบายภูมิเสวยทุกข์ทรมาน ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
อริยมรรคที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบ แล้วนำมาถ่ายทอดให้แก่พวกเรา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติกันคือ สัมมาทิฏฐิ ต้องเป็นผู้มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เชื่อว่าทั้งกรรมดีและกรรมชั่วที่ทำไปแล้ว ไม่สูญหายไปไหน แต่รอเวลาอันสมควรในการส่งผลเท่านั้นเอง เราจะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
นอกจากนี้ท่านก็สอนให้เราเป็นผู้มีความดำริชอบ ให้เป็นสัมมาสังกัปปะ คือให้คิดดี คิดเรื่องอะไรล่ะ ชาวโลกส่วนใหญ่เขาคิดเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง แต่พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราคิดเรื่องที่จะออกจากกาม ทั้งที่เป็นกิเลสกามและวัตถุกามที่มายั่วยวนจิตใจของเรา ให้หลุดจากเส้นทางของพระอริยเจ้า ดำริไม่ให้ไปคิดเรื่องของความพยาบาท และก็ไม่คิดที่จะไปเบียดเบียนใคร แต่ให้มีใจประกอบด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เมื่อจะพูดก็พูดแต่เรื่องที่ดีๆ ให้เป็นสัมมาวาจา ตั้งแต่ไม่พูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อ ที่ทำให้ใจห่างออกจากศูนย์กลางกาย วาจาใดที่เป็นไปเพื่อยกใจผู้ฟังให้สูงขึ้น ให้ปลอดจากนิวรณธรรม ทำให้ใจหยุดใจนิ่ง พูดยกใจให้คนอื่นได้เข้าถึงธรรรม ก็ควรพูดวาจานั้น เพราะวาจานั้นถือว่าเป็นยอดแห่งวาจาสุภาษิต ฉะนั้นควรชักชวนสนทนาพูดคุยกัน ในเรื่องที่ทำให้ใจของเราหยุดนิ่ง วาจาของเราจะได้เป็นสิริมงคล
ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงแนะให้เราทำการงานที่ดีๆ เป็นสัมมากัมมันตะ เว้นกายทุจริต ๓ อย่าง คือ เว้นจากการเบียดเบียน การฆ่าสัตว์ทุกชนิด เพราะเมื่อบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รัก จึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะทุกๆ ชีวิตต่างก็รักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น และให้เว้นจากการลักขโมยของคนอื่น ให้ยินดีในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และก็ให้เว้นจากการประพฤติผิดลูกเมียของคนอื่น ซึ่งจะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง
การปฏิบัติตามอริยมรรคประการต่อมา คือ ต้องละการเลี้ยงชีพที่ผิดกฎหมาย ให้เว้นอาชีพทุจริต ผิดศีลผิดธรรม ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ให้หันมาประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่ประกอบมิจฉาวณิชชา ไม่ว่าจะเป็นค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด และค้าสัตว์เพื่อนำไปให้เขาฆ่า อาชีพเหล่านี้แม้ดูเหมือนจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ว่ามันไม่คุ้มกับการที่เราต้องไปทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมในอบายภูมิ
โดยเฉพาะงานทางใจหรืออาชีพทางใจนั้น เป็นงานที่สำคัญ งานขจัดอาสวกิเลสให้หลุดล่อนออกจากใจ เราจะได้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร อาชีพการงานต่างๆ ที่เรากำลังทำกันอยู่นั้น ก็เพื่อให้เราได้ทรัพย์สมบัติมาหล่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จะได้เปลื้องทุกข์ไปได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่พ้นทุกข์ ทุกข์ที่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ไม่ช้าก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตาย งานทางใจที่เป็นสัมมากัมมันตะ จึงถือเป็นกรณียกิจที่เราต้องทำควบคู่กันไปกับงานทางโลก เราจะได้หลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ต้องเป็นผู้มีความเพียรพยายามชอบ ที่ท่านเรียกว่า สัมมาวายามะ หลวงพ่อเคยยํ้าเสมอๆ ว่า สิ่งที่เราไม่ควรสันโดษมีอยู่สองอย่าง นั่นก็คือการสั่งสมบุญ และก็ความเพียรในการทำความดี เพราะยิ่งทำก็จะเป็นผังที่ดี ติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ
ความเพียรที่ต้องทำมีอะไรบ้าง หากเป็นทางโลกก็ให้ขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน งานไม่เสร็จเป็นไม่เลิก มีสติปัญญา มีเรี่ยวแรงแค่ไหนก็ทุ่มเทกันเข้าไปให้เต็มที่ ไม่ต้องขยักๆ เอาไว้ ท่านถึงสอนว่า วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา เกิดเป็นคน ควรพยายามร่ำไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จ คือ ให้เราทุ่มเทกันอย่างจริงจัง ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว
ถ้าเป็นทางธรรมก็ให้หมั่นประกอบความเพียร ในการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เพิ่มเติมความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจให้มากยิ่งขึ้น มีสัมมัปปธาน ๔ ตั้งแต่พยายามสำรวมระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้นมาภายในใจ บาปอกุศลอันใดที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้พยายามหาทางขจัดให้หมดสิ้นจากใจให้ได้ จากนั้นก็ให้เพิ่มเติมบุญกุศลให้มากขึ้น ให้ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราสะอาดบริสุทธิ์ มีแต่สิ่งที่ดีๆ และก็เพียรพยายามรักษากุศลความดีที่มีอยู่ในตัวไว้อย่าให้เสื่อมไป ให้เป็นคุณธรรมประจำใจ ติดตัวเราไปให้ได้ตลอด ความเพียรใดเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ความเพียรนี้เป็นยอดแห่งความเพียร ฉะนั้นแม้ว่าเราจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหนก็แล้วแต่ ก็อย่าลืมทำความเพียรในการฝึกใจให้หยุดให้นิ่งกันให้ได้
อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการต่อมา ที่เราควรประพฤติปฏิบัติ คือเป็นผู้มีความระลึกชอบที่เรียกว่าสัมมาสติ จะทำอะไรก็ให้มีสติ ไม่ประมาทเผอเรอ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านใช้คำว่า สมฺปชาโน สติมา ต้องมีสติอยู่เสมอ ไม่เผลอ เอาใจของเราที่แวบไปแวบมา ให้กลับมาตั้งไว้ในกลางตัว ถ้าตั้งไว้ตรงนี้ได้ จะทำให้เรามีสติตลอด ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่งหรือนอน ก็มีสติอยู่เสมอ
ถ้าจะให้ดีท่านใช้คำว่า กาเย กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ เอาสติตามเห็นกายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา จิตในจิต และก็ธรรมในธรรม ตามดูว่า กายแต่ละกาย ที่ซ้อนๆ กันอยู่ภายในของเรา มีลักษณะเป็นอย่างไร ความรู้สึกของแต่ละกายแตกต่างกันอย่างไร เราจะได้รู้จักปลดปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายมนุษย์หยาบนี้
แต่จะส่งใจเข้าไปสู่กายภายในที่ละเอียดประณีตกว่าเดิม ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึงกายธรรม และกายธรรมในกายธรรม ซ้อนๆ กันเข้าไปภายในตามลำดับ ถ้าเอาใจมาหยุดที่กลางกายธรรมได้ สติปัญญาของเราจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์เป็นมหาสติมหาปัญญา
อริยมรรคประการสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ(Meditation) มีความตั้งใจมั่นชอบ ใจของเราจะตั้งมั่นได้ดีที่สุด เมื่อนำมาหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพราะศูนย์กลางกายเป็นต้นแหล่ง แห่งความสุขและความบริสุทธิ์ หากหยุดใจไว้ตรงนี้ได้ นิวรณธรรมต่างๆ จะเข้ามาครอบงำจิตใจไม่ได้ จิตเป็นเอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นสัมมาสมาธิ ถ้าใจยังอยู่นอกตัว หรือแม้อยู่ในตัว ถ้าหากไม่อยู่ตรงกลาง ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาสมาธิ เพราะไม่สามารถดำเนินจิตเข้าไปในกลาง ตามเส้นทางของมัชฌิมาปฏิปทาได้ เมื่อเข้าไปไม่ได้ ก็เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อนำใจกลับมาตั้งไว้ตรงกลางนี้ได้ ความหลงมัวเมาอะไรที่มีอยู่ ก็มลายหายสูญ สังสารวัฏอันยาวไกลจะถูกตัดให้สั้นลง ด้วยอานุภาพของใจที่หยุดนิ่งถูกศูนย์ถูกส่วนตรงนี้แหละ เพราะทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่ เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว จะถึงความสิ้นไป หลุดล่อนออกไปเป็นชั้นๆ ถ้าหยุดเข้าไปในกลางกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กิเลสอาสวะต่างๆ ก็ล่อนไปตามลำดับ
ถ้าเอาใจมาหยุดในกลางกายธรรม อาสวกิเลสก็ลดน้อยถอยลงไป เมื่อถึงกายธรรมอรหัต สังโยชน์เบื้องต่ำเบื้องสูงหลุดหมด เป็นสุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์เจือปนเลย ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เราดำเนินตามอริยมรรค ซึ่งเป็นทางไปของพระอริยเจ้า
เมื่อพวกเราทั้งหลายได้ทราบเส้นทางที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นอย่างนี้แล้ว ก็อย่าประมาท ให้หมั่นนึกหมั่นคิด พิจารณาไตร่ตรอง แล้วก็ลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องในหนทางสายกลางชีวิตเราจะได้ปลอดภัย และจะได้มุ่งตรงต่อเส้นทางพระนิพพานกันอย่างเดียว
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
046 ธรรมกาย กายมาตรฐาน
ธรรมกาย กายมาตรฐาน

พระธรรมกาย เป็นกายตรัสรู้ธรรมของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก พระบรมศาสดาทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง เพราะเข้าถึงกายธรรมอรหัตนี้เท่านั้น กายนี้เป็นกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติด้วยปัญญา และยังมีอานุภาพไม่มีประมาณ คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ประชุมรวมลงในธรรมกายทั้งสิ้น
ธรรมกายนี้เป็นกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ งามกว่ามนุษย์ เทวดาพรหม และอรูปพรหม สิงสถิตอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพวกเราทุกๆ คน สมบูรณ์ทั้งวิชชาและจรณะ จะเข้าถึงธรรมกายได้ต้องอาศัยใจที่หยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
“อฏฺฐีนํ นครํ กตํ มํสโลหิตเลปนํ
ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ มาโน มกฺโข จ โอหิโต
ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ มาโน มกฺโข จ โอหิโต
สรีรยนต์นี้ ถูกกรรมปรุงแต่งทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะ มานะ และมักขะ”
สังขารร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ ประกอบกันขึ้นจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก่อตัวกันเป็นรูป มีอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ ทำให้เกิดมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรุงแต่งกันขึ้นมา รวมเรียกว่าขันธ์ ๕ พอเป็นธาตุหยาบที่เห็นด้วยตาเนื้อ ก็ประกอบไปด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่อน ฉาบด้วยเนื้อและเลือด แบ่งละเอียดออกไปเป็นอาการ ๓๒ ก่อเกิดขึ้นมาเป็นสรีระร่างกาย เมื่อพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นว่า ตั้งแต่ก่อเกิดขึ้นมาเป็นรูปกาย ก็บ่ายหน้าไปสู่ความแก่ และความตายทั้งสิ้น
พระพุทธองค์จึงสอนไม่ให้ไปยึดมั่นถือมั่น แต่ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทั้งที่เป็นกายของตัวเองและของคนอื่น เพราะสักวันหนึ่งก็ถึงกาลเสื่อมสลาย ท่านไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เพียงแต่ประคับประคองรักษาสรีรยนต์นี้เอาไว้ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี ฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง เพื่อเข้าไปพบกายภายในที่แท้จริง ซึ่งมีความเที่ยงแท้ถาวร ที่ความแก่ ความเจ็บ และความตายเข้าไปไม่ถึง ซึ่งก็คือกายธรรมภายในนั่นเอง
กายภายในแต่ละกายนั้น มีลักษณะสวยสดงดงามไปตามลำดับ งามกว่ากายมนุษย์หยาบนี้มากมายหลายเท่านัก เป็นสิ่งที่น่ารู้และน่าศึกษา และจำเป็นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ถ้าไม่รู้ชีวิตของเราก็ยังไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะกายธรรม ที่มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เป็นกายมาตรฐานที่สำคัญที่เราต้องรู้จักและปฏิบัติให้เข้าถึงให้ได้ ชีวิตเราจึงจะปลอดภัย มีที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง
ถ้าเราจะดูว่าใครสวยหรือใครหล่อ ต้องนำมาเทียบกับกายมาตรฐาน ถ้านำมาเทียบกับกายธรรมแล้ว กายต่างๆ เหล่านั้นได้ชื่อว่าพิการหมด แค่พอดูได้เท่านั้นเอง ถ้าหากเราเข้าถึงกายธรรม ถึงกายมาตรฐาน เราจะเห็นว่า กายต่างๆ ในภพทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็น กายอรูปพรหม กายรูปพรหม กายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียด หรือกายมนุษย์หยาบ ความงดงามจะแตกต่างกันลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะรู้ว่ากายงามหรือไม่งาม สวยหรือไม่สวย ต้องนำมาเทียบกับกายมาตรฐาน ที่มีอยู่ภายในตัวของเรานี้
* เหมือนอย่างในสมัยพุทธกาล พระนันทะพุทธอนุชา กำลังจะอาวาหมงคลกับนางชนบทกัลยาณี แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านว่า ท่านสร้างบารมีมาเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะเข้าถึงธรรมอยู่แล้ว พระพุทธองค์จึงปรารถนาจะโปรดนันทกุมารให้ได้บรรลุธรรม เช้าวันนั้น พระองค์จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระราชวัง แล้วให้นันทกุมารถือบาตรเสด็จตามพระองค์ไป
นันทกุมารกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานอยู่แล้ว แต่เพราะความเกรงใจในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงถือบาตรเดินตามเสด็จไปจนถึงพระวิหารเชตวัน เมื่อพระบรมศาสดาตรัสถามอีกว่า "นันทะ เธอจะบวชหรือ" ด้วยความเกรงใจ นันทกุมารจึงทูลรับว่า "พระเจ้าข้า" พระองค์จึงให้บวช เมื่อบวชแล้ว ในใจก็ยังคงมีแต่นางชนบทกัลยาณี ท่านนึกถึงคำพูดของนางที่บอกว่า ให้รีบกลับมาเร็วๆ และก็นึกถึงความงามของนางที่หาใครเทียบได้ยาก ทำให้ไม่เป็นอันบำเพ็ญสมณธรรม พอคิดถึงนางหนักเข้าๆ ก็อยากจะลาสิกขา จึงตั้งใจว่า จะไปทูลลากับพระบรมศาสดา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจับแขนพระนันทะ แล้วพาเหาะขึ้นไปบนเทวโลก ในระหว่างทาง พระองค์ได้เนรมิตนางลิงจุ่นตัวหนึ่ง หางด้วน หูขาด จมูกแหว่ง นั่งจับเจ่าอยู่บนตอไม้ที่ไฟไหม้ แล้วตรัสบอกให้พระนันทะจำนางลิงจุ่นเอาไว้ให้ดี จากนั้นก็พาขึ้นไปดูเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งกำลังมาอุปัฏฐากท้าวสักกะจอมเทพ
บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านได้พบเทพธิดานางฟ้ามากมาย นี่ขนาดยังไม่ได้กายมาตรฐานเลย แต่ว่าสวยงามมาก ไม่มีข้อ ไม่มีปุ่ม ไม่มีปมเลย ผิวเกลี้ยงเกลา กลมกลึงไปหมด มีเครื่องประดับประดา มีรัศมี มีเสียงที่ไพเราะ มีกลิ่นหอม มีอิริยาบถที่งดงาม มีความสดชื่นอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่พระนันทะกำลังเพลิดเพลินกับการมองเทพธิดานางฟ้าบนสรวงสวรรค์อยู่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านว่า "นันทะ ระหว่างนางชนบทกัลยาณีกับนางอัปสร ประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้ ใครจะมีรูปงามกว่ากัน น่าดูกว่ากัน" พระนันทะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางลิงจุ่น หางด้วน ที่นั่งจับเจ่าอยู่บนตอไม้เป็นเช่นไร นางชนบทกัลยาณีก็เป็นเช่นนั้น เพราะนางไม่สามารถจะเทียบกับนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ เหล่านี้เลย แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวก็เทียบไม่ได้ พระเจ้าข้า" พระบรมศาสดาทรงกล่าวว่า "เอาเถิดนันทะ หากเธอปรารถนานางอัปสร ๕๐๐ เหล่านี้ ก็ให้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมเถิด" พอพระนันทะได้ยินเช่นนั้น ท่านก็ดีใจใหญ่ จึงรับปากพระพุทธองค์ว่า จะตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ให้เต็มที่ จากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็นำพระนันทะกลับลงมาที่พระวิหารเชตวันเหมือนเดิม
พวกภิกษุพอทราบว่า ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประพฤติพรหมจรรย์เพราะปรารถนานางอัปสร ๕๐๐ จึงพากันล้อเลียนท่าน เมื่อท่านได้ยินเพื่อนสหธรรมิกกล่าวล้อเลียนหนักเข้าๆ ก็เกิดความละอาย แล้วตั้งใจฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง จนจิตเป็นเอกัคคตา คืนวันนั้น ท่านก็สามารถปฏิบัติธรรมเข้าถึงกายธรรมอรหัต ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
เมื่อเข้าถึงกายธรรมอรหัต ซึ่งเป็นกายมาตรฐานที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตาแล้ว ท่านก็หมดความอาลัย ทั้งในกายทิพย์ของเหล่าเทพอัปสร และกายของนางชนบทกัลยาณี เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว กายธรรมนั้นลํ้าเลิศประเสริฐกว่ามากมายก่ายกองนัก
เพราะฉะนั้น กายมาตรฐานจริงๆ ก็คือ กายธรรมที่มีอยู่ในตัวของเรานี่แหละ สวยงามกว่ากายใดๆ ทั้งหมดในภพทั้ง ๓ แล้วเราจะทราบได้อย่างไร ทราบได้เมื่อเราเข้าถึง ปฏิบัติให้เข้าถึงกายต่างๆ ไปตามลำดับ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรม ถ้าเข้าถึงตลอดหมดทุกกายอย่างนี้ จะเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนทีเดียว
ความงามก็ดี ความรู้แจ้งหรือความฉลาดก็ดี ภูมิธรรมก็ดี กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหมและกายอรูปพรหมเหล่านี้สู้กายธรรมไม่ได้เลย กายธรรมนี้จะเป็นผู้รู้ที่แท้จริง รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดหมดเลย อย่างมนุษย์นั้นกว่าจะรู้อะไรก็ต้องใช้ความคิด การอ่าน การฟังถึงจะรู้ และก็เป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด
เมื่อเข้าไปถึงกายธรรมแล้ว จะรู้ถูกเห็นถูกที่เรียกว่า เป็นผู้รู้ เพราะว่าท่านปรารถนานิดเดียว กระดิกจิตนิดเดียว อยากรู้อะไรก็รู้เลย รู้เพราะเห็น เห็นแจ้ง เห็นเพราะสว่าง ความสว่างบังเกิดขึ้นที่ไหน ความเห็นแจ้งก็บังเกิดขึ้นด้วยธรรมจักขุ ความรู้แจ้งด้วยญาณทัสสนะก็เกิดขึ้น รู้ได้รอบตัวเห็นได้รอบตัว แตกต่างจากการเห็นของกายมนุษย์หยาบ
กายมนุษย์หยาบเห็นได้ทีละด้าน จะเห็นข้างหน้าก็มองไปข้างหน้า เห็นไปได้อย่างมากก็สุดสายตา และที่ไกลๆ ก็เห็นไม่ค่อยชัดเจน
ส่วนกายธรรมนั้นจะใกล้จะไกลแค่ไหน เห็นชัดเจนเท่ากันหมด นอกจากนั้นยังเห็นไกลไปถึงในอดีตที่ผ่านมาแล้ว จนกระทั่งไปถึงในอนาคตอีกด้วย ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดหมดเลย นี่แหละคือกายธรรม
เพราะฉะนั้นกายธรรมนี้จึงเป็นกายมาตรฐาน ที่เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกของพวกเราทั้งหลาย ให้ฝึกใจหมั่นฝนอบรมใจให้หยุดนิ่งกันตลอดเวลา อย่าให้ขาดในการปฏิบัติธรรม อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ ฝึกหยุดฝึกนิ่งกันเข้าไปเรื่อยๆ ให้เข้าถึงดวงธรรมภายใน ถึงกายภายใน ถึงพระธรรมกายภายในให้ได้ เราจะได้ไปเปรียบเทียบกายต่างๆ ด้วยตัวของเราเองว่า เป็นอย่างที่หลวงพ่อได้นำมาเล่าเอาไว้ไหม
แล้วจะได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ธรรมกายนี่แหละ สมบูรณ์ที่สุด เป็นกายอันเป็นอมตะ เที่ยงแท้ไม่แปรผัน เวลาเรามีทุกข์ท่านก็ช่วยให้เราพ้นทุกข์ ถ้ามีสุขแล้ว ก็เพิ่มพูนความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ใจของเราจะเป็นประดุจภาชนะอันบริสุทธิ์ ที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่จะรองรับความรู้อันบริสุทธิ์จากผู้รู้แจ้งภายใน ดังนั้น ให้ตั้งใจหมั่นทำใจให้หยุดนิ่ง ให้ได้เข้าถึงกายมาตรฐานคือพระธรรมกายกันทุกๆ คน
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)