วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

045 โพชฌงค์ ๗ ทางสำเร็จสู่นิพพาน

โพชฌงค์ ๗ ทางสำเร็จสู่นิพพาน
     ความขยันหมั่นเพียรเป็นทางมาแห่งความสำเร็จ เป็นวิริยบารมีที่นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลาย ต่างก็ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยเฉพาะความเพียรในการขจัดกิเลสอาสวะออกจากใจ เป็นภารกิจหลักที่สำคัญของมนุษยชาติที่จะต้องทำ ยิ่งถ้าหากเพียรพยายามชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์มากมายเพียงใด เราจะมีโอกาสหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารได้มากเพียงนั้น ดังนั้น เราจึงต้องทุ่มเทจิตใจในการสร้างบารมี และเพียรพยายามเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนา เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
มีวาระพระบาลีกล่าวไว้ใน กุณฑลิยสูตร ว่า
     “โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติ ให้บริบูรณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปในจาคะคือการสละ เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์..เจริญวิริยสัมโพชฌงค์...เจริญปีติสัมโพชฌงค์.เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์...เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์..เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะน้อมไปในจาคะ  โพชฌงค์ ๗ นี้อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้”
     โพชฌงค์ คือ ธรรมะที่เป็นเหตุให้ตรัสรู้ ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์ ๗ ประการนี้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุวิชชาในทางพระพุทธศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ จะทำให้หลุดพ้นจากอาสวกิเลส ทั้งที่เป็นแบบเจโตวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยอำนาจจิตที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง หลุดล่อนจากกิเลสอาสวะที่นอนเนื่องอยู่ในใจจนหมดสิ้น และปัญญาวิมุตติ คือ หลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง
     เพราะฉะนั้น การที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นประจำ และปรารถนาอยากเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากเป็นผู้เข้าถึงวิชชาและวิมุตติ ต้องหมั่นเจริญโพชฌงค์ ทั้ง ๗ ประการนี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ด้วยการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงอุปมาไว้ว่า กลอนเรือนยอดทั้งหมดย่อมน้อมไปสู่ยอด โน้มไปสู่ยอด โอนไปสู่ยอด แม้ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน
     วิธีการเจริญโพชฌงค์ หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญท่านได้สอนเอาไว้ว่า ตั้งแต่

     สติสัมโพชฌงค์ เราก็ต้องเป็นคนไม่เผลอสติ เอาสตินิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ตั้งสติตรงนั้น ทำใจให้หยุดนิ่ง ไม่หยุดเป็นไม่ยอมเลิก ทำให้หยุดไม่เผลอทีเดียว ทำจนกระทั่งใจหยุดได้ จึงจะเป็นตัวสติสัมโพชฌงค์ เมื่อทำใจหยุดตรงนั้น ไม่เผลอสติ ระวังใจหยุดเอาไว้ นั่ง นอน ยืน เดิน ก็เอาใจมาหยุดไว้ตรงกลางไม่ให้เผลอ สติของเราจะบริบูรณ์เป็นมหาสติ
     ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือเมื่อสติควบคุมใจให้หยุดนิ่งอยู่ในกลางกายได้นิ่งสนิทดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่วเล็ดลอดเข้ามา ก็ทำใจให้หยุดนิ่งเอาไว้ ใจหยุดระวังไว้ไม่ให้เผลอ สิ่งไหนที่ไม่ดี เข้ามาในใจ ก็พิจารณาเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นบาปอกุศล ก็เว้นให้ห่างเสีย สิ่งใดเป็นกุศลธรรมก็เลือกลงมือปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง การสอดส่องธรรมะทั้งฝ่ายดีและไม่ดี ท่านเรียกว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
     วิริยสัมโพชฌงค์ คือเพียรรักษาใจให้หยุดให้นิ่ง ไม่ให้เคลื่อนออกนอกศูนย์กลางกาย ไม่ไปยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายเป็นอภิชฌาโทมนัส เมื่อเล็ดลอดเข้าไป ก็ทำใจของเราหยุดนิ่งได้ไม่สนิท ทำให้ใจวอกแวก เพราะฉะนั้นต้องมีความเพียรกลั่นกล้า รักษาไว้ให้หยุด จึงจะชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์  
     ปีติสัมโพชฌงค์ เมื่อใจหยุดนิ่งถูกศูนย์ถูกส่วนดีแล้ว ส่วนใหญ่ครั้งแรกๆ นักปฏิบัติธรรมมักจะรู้สึกดีอกดีใจ ลิงโลดใจ เมื่อเกิดปีติแผ่ซ่านขึ้นมา ทั้งที่เป็นปีติซาบซ่านทำให้ขนลุกชูชัน หรือปีติจนเหมือนจะเหาะจะลอยได้ จนไม่สามารถข่มเอาไว้ได้ เพราะไม่เคยเจอประสบการณ์ภายในอย่างนี้มาก่อน แต่ครั้งต่อไป ถ้าหากข่มปีติเอาไว้ ให้อยู่ในกลางของหยุดในหยุดอย่างเดียว ใจหยุดที่ปีตินั่น โดยไม่เคลื่อนจากศูนย์กลางกายเลย นั่นแหละถึงจะเป็นปีติสัมโพชฌงค์
     ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ แปลว่า สงบระงับ ยิ่งใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งหนักเข้าไป ไม่มีถอนถอย ก็ยิ่งทำให้ใจสงบระงับจากกิเลสอาสวะ ระงับจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจที่เกิดจากอารมณ์ภายนอก กิเลสอาสวะเข้ามาปนเป็นไม่ได้ ใจปักแน่นอยู่ในกลาง แล้วหยุดในหยุดกลางของกลางเรื่อยไป ให้นิ่งแน่นเอาไว้  
     สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์ที่จะทำให้ได้ตรัสรู้มรรคผลนิพพานที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สมาธิจะเป็นโพชฌงค์ได้ ก็ต่อเมื่อรักษาใจให้หยุดให้นิ่งได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อใจหยุดนิ่งอย่างสบายๆ สม่ำเสมอ จนกระทั่งหยุดได้สนิทสมบูรณ์นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าสมาธิสัมโพชฌงค์
     อุเบกขาสัมโพชฌงค์ พอทำสมาธิหนักเข้าๆ ใจจะนิ่งเฉย เป็นกลางๆ ไม่ยินดียินร้ายในสุขและทุกข์ และก่อเกิดเป็นพลังใจอยู่ภายในลึกๆ พิจารณาเห็นธรรมต่างๆ เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นกลางๆ นี่ท่านเรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาธรรมจะทำให้สมปรารถนา เข้าถึงธรรม และแตกฉานในธรรมะอันละเอียดลึกซึ้งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
     องค์ธรรม ๗ ประการเหล่านี้ รักษาไว้ให้อยู่ในใจ หมั่นตรึกหมั่นตรอง หมั่นพิจารณาบ่อยๆ อย่าให้เลอะเลือนไป ทำจนเป็น ภาวิตา พหุลีกตา คือทำซํ้าแล้วซํ้าอีกทำให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จะได้เป็นไปเพื่อ อภิญฺญาย นิพฺพานาย เพราะที่เราลงทุนลงแรงทำไปนั้น ก็เพื่อให้ได้อภิญญาความรู้ยิ่ง รู้พร้อม เพื่อให้ได้พระนิพพาน ซึ่งเป็นความสงบระงับจากกิเลสอาสวะทั้งปวง มีแต่สุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์เจือปนเลย
     ท่านยกตัวอย่างผู้ที่ได้ฟังโพชฌงค์ และได้เจริญจนชำนาญเป็นวสีแล้ว หากเกิดโรคภัยไข้เจ็บอะไรขึ้นมา  ก็อธิษฐานจิตให้โรคนั้นมลายหายสูญไปได้ด้วยอานุภาพพระปริตร 

     * เหมือนในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้าทรงเห็นในข่ายพระญาณว่า ขณะนี้พระโมคคัลลานะกับพระมหากัสสปะ กำลังอาพาธได้รับทุกขเวทนาอย่างหนัก ไม่มียารักษา พระองค์จึงเสด็จเข้าไปเยี่ยมถึงที่พักของพระเถระทั้งสองรูป ทรงไต่ถามอาการป่วย จากนั้นก็ได้แสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้พระมหาเถระได้สดับ ทรงเริ่มตั้งแต่ โพชฺฌงฺโค สติสงฺขาโต ธมฺมานํ วิจโยฯ ทรงเจริญพระปริตรเรื่อยไป แล้วก็ตรัสว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา ด้วยอำนาจสัจวาจานี้ ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญ  
     พระมหาเถระทั้งสองรูปปล่อยใจตามกระแสพระธรรมเทศนา ทำหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อพระองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ จบลง ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากโรคร้าย ก็หายไปเป็นอัศจรรย์ แม้กระทั่งบางครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประชวร พระองค์ทรงรักษาด้วยการให้พระจุนทเถระสวดโพชฌงคปริตรให้ฟัง เมื่อสวดจบ อาการประชวรของพระพุทธองค์ก็หายไปเป็นอัศจรรย์เหมือนกัน นี่ก็คือการใช้ธรรมโอสถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยในสมัยอดีต ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดีเยี่ยม  เพราะฉะนั้น ตั้งแต่โบร่ำโบราณมา ชาวพุทธเราจึงนิยมอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระปริตรที่บ้าน เพื่อขจัดความชั่วร้ายวิบัติต่างๆ ออกจากบ้าน ให้เหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นสิริมงคล
     ในสมัยก่อน หลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านอาศัยอานุภาพโพชฌงคปริตรและวิชชาธรรมกาย รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้จนเป็นที่เลื่องลือ เป็นการรักษาโดยไม่ต้องใช้หยูกยา อำนาจพุทธมนต์มีความศักดิ์สิทธิ์และทรงอานุภาพอย่างนี้ทีเดียว ขจัดโรคร้ายให้มลายหายสูญไปได้ และนอกจากนี้ ถ้าหากตั้งใจเจริญโพชฌงค์เป็นประจำไม่ให้ขาด ผู้เจริญเองจะเป็นผู้มีอานุภาพ มีฤทธิ์มีเดชได้เหมือนกัน เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ประการให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์  
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ประการให้บริบูรณ์ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมระลึกถึงชาติในหนหลังได้ คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ทั้งที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แลอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ประการนี้ให้บริบูรณ์"
     ดังนั้น ให้หมั่นเจริญโพชฌงค์ตามที่หลวงพ่อได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งวิธีปฏิบัติง่ายๆ ก็คือ ให้หมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ ประคองใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อยู่ตลอดเวลา โดยมีสติ สบาย สม่ำเสมอ ทำอย่างนี้ โพชฌงค์ ๗ ประการของเราจะบริบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ ประมวลลงในหยุดกับนิ่งนี่แหละ  หยุดเป็นตัวสำเร็จ  แล้วในไม่ช้าเราจะได้เข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
* มก. เล่ม ๓๐ หน้า ๒๒๒

044 อาทิตตปริยายสูตร

อาทิตตปริยายสูตร
     สรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ล้วนตกอยู่ในสภาพนี้ทั้งนั้น คือ มีความไม่เที่ยง แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมทุกอนุวินาที มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศกว่าใครในภพสาม ก็ยังต้องทอดทิ้งพระวรกายของพระองค์ไว้ในโลก แล้วดับขันธปรินิพพานไป  
     ดังนั้นเราต้องหมั่นนึกคิดถึงความตายอย่างนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต แล้วเร่งขวนขวาย สร้างความดีในทุกรูปแบบ สิ่งใดที่ไม่เป็นสาระ จะได้ปลดปล่อยวาง ให้ใจหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในคน สัตว์ สิ่งของ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา คือพระรัตนตรัยภายในตัวของเรานั่นเอง ให้พิจารณาปล่อยวางอย่างหนึ่ง เพื่อมุ่งเข้าหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นสาระแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต
มีวาระพระบาลีที่กล่าวไว้ใน อาทิตตปริยายสูตร ว่า
     “สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  กิญฺจิ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเล่าเป็นของร้อน  
     จกฺขุง ภิกฺขเว อาทิตฺตํ นัยน์ตาเป็นของร้อน  รูปา อาทิตฺตา รูปทั้งหลายเป็นของร้อน  จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ความสัมผัสถูกต้องทางตาเป็นของร้อน  ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ ความรู้สึกอารมณ์มีขึ้น เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้อันใด เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน เป็นต้น”
     อาทิตตปริยายสูตร เป็นอีกพระสูตรหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนบุคคลผู้หลงเชื่อในลัทธิบูชาไฟ  
     เนื่องจากในสมัยก่อนโน้น มีลัทธิพราหมณ์ที่นิยมการบูชาไฟ พอตื่นเช้ามาก็ทำสุริยนมัสการ บูชานอบน้อมพระอาทิตย์บ้าง ไฟบ้าง ที่ทำไปนั้นก็เพราะเข้าใจกันว่า ไฟก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก และให้คุณประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าไม่นอบน้อมบูชาเทพเจ้าเหล่านี้ ท่านอาจจะนำความหายนะมาให้ แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ไฟที่ร้ายแรงกว่าไฟบรรลัยกัลป์ หรือไฟใดๆ ในโลก นั่นคือ ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ  
     เหมือนในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ฟัง จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พร้อมกับพรหมอีก ๑๘ โกฏิ ก็ได้บรรลุธรรมตามไปด้วย หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร จนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่าน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ต่อมาได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาพร้อมทั้งอริยสัจ ๔ ให้กับยสกุลบุตรพร้อมกับเพื่อนๆ อีก ๕๔ คน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ แล้วออกบวชเป็นพระอริยสาวก ทำให้สมัยต้นพุทธกาลมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลก ๖๑  องค์
     หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ครองเมือง เป็นเมืองที่มีความเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดในสมัยนั้น จึงทรงตั้งพระทัยว่า จะปักหลักพระพุทธศาสนาที่แคว้นมคธนี้ ดังนั้น ก่อนอื่นพระพุทธองค์จะต้องทรงแก้ไขความเห็นผิดของเจ้าลัทธิผู้มีชื่อเสียงมากในเมืองนี้ให้ได้เสียก่อน ทรงทำปาฏิหาริย์  ๓,๕๐๐ ครั้ง เพื่อปราบชฏิลเจ้าลัทธิบูชาไฟ คืออุรุเวลกัสสปะมีบริวาร ๕๐๐ นทีกัสสปะมีบริวาร ๓๐๐ และคยากัสสปะมีบริวาร ๒๐๐ ทำให้ทุกคนหันมานับถือพระพุทธศาสนา  
     หลังจากทรงแสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง เพื่อกำจัดทิฐิมานะของชฏิล ๑,๐๐๐ คนแล้ว ก็ได้ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง เพราะพวกชฏิลเคยบูชาไฟมาก่อน จึงมีความเข้าใจในเรื่องไฟดี ทรงมีพระประสงค์จะให้ทุกคนได้รู้ว่า ไฟคือความร้อนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดมาจากอะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  
     * "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ คือราคะ คือโทสะ และโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก ความรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ
     โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน มนะ คือใจเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กายทุกข์ใจ เพราะความคับแค้นใจ
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณที่อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสที่อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย"
     ชฏิลทั้งหลายเมื่อไตร่ตรองตามพระธรรมเทศนา ก็เห็นถูกต้องไปตามความเป็นจริง จึงเบื่อหน่ายในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทั้งหลาย เบื่อหน่ายแม้ในกาย ในโผฏฐัพพะและการเสวยอารมณ์ทั้งหลาย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายความกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตพ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  จิตของภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูป ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
     เราจะเห็นว่า ผู้มีบุญบารมีแก่รอบแล้ว เพียงได้ฟังพระธรรมเทศนาเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมีอรรถาธิบายมากมาย ท่านก็สามารถที่จะตรองตามได้ทัน ได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต เพราะท่านคุ้นกับการบูชาไฟมานาน เนื่องจากปฏิบัติกันมาหลายยุคหลายสมัย เพียงแต่ไม่รู้วิธีการที่ถูกต้องว่าจะขจัดไฟ คือกิเลสในตัวให้หลุดล่อนออกไปได้อย่างไร พอมียอดกัลยาณมิตร คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำ ท่านก็พร้อมที่จะสละวิธีการเก่าๆ เหล่านั้น แล้วก็มุ่งปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ พอปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ให้ดีที่สุด ก็สมปรารถนา ดับไฟกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง
     ไฟกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจของมวลมนุษยชาติมานับภพนับชาติไม่ถ้วน คือ ราคะ โทสะ และโมหะนี่เอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดชาติคือความเกิด ชราคือความแก่ มรณะคือความตาย โสกะคือความแห้งใจ ปริเทวะคือความพิไรรำพัน ทุกขะคือความไม่สบายกายเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก โทมนัสคือความเสียใจ อุปยาสคือความคับแคบใจ เพราะฉะนั้น ร่างกายที่เร่าร้อนเพราะไฟภายนอก ยังพอมีวิธีแก้ไขได้ แต่ถ้าใจของเรารุ่มร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ และโมหะนั้น มีวิธีการแก้อย่างเดียว คือ ต้องหยุดใจ เพื่อใช้ธรรมโอสถเข้าแก้ไข ต้องสาวเข้าไปหาสาเหตุว่า ที่ใจเรารุ่มร้อนนั้น เกิดมาจากกิเลสตัวไหน  
     เมื่อค้นเข้าไปลึกๆ จะพบว่า ราคะ โทสะ และโมหะเกิดมาจากจักขุบ้าง รูปบ้าง ความรู้เห็นทางตา สัมผัสทางกาย ต้องแก้ไขทาง ตา หู จมูก สิ้น กาย และใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่มากระทบถูกต้องอายตนะทั้ง ๖ นั้น เพียงทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ในกลางกาย หยุดใจให้ได้เท่านั้นแหละสำเร็จหมด  
     เมื่อใจหยุดถูกส่วน ถูกต้นแหล่งแห่งความสุขและความบริสุทธิ์แล้ว ก็เบื่อหน่ายใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ภายนอก เบื่อหน่ายในความรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เบื่อหน่ายในการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เบื่อหน่ายทั้งหมด เพราะมีสุขที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกมากมายนัก โดยเฉพาะสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง จะหาสิ่งใดมาเทียบ หรือเสมอเหมือนไม่มี
     พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าใจหยุดใจนิ่งไม่มี” เมื่อหยุดใจไปตรงกลางกายฐานที่ ๗ ได้ ความร้อนทั้งหลายที่มีอยู่ก็ดับหมด เหลือแต่ความเย็นกายเย็นใจ เดิน ยืน นั่ง นอน เป็นสุขทุกทิวาราตรี เป็นสีตภูโต คือ มีใจสงบเยือกเย็นแล้ว
     เพราะฉะนั้น อยากดับไฟ คือกิเลส ต้องเริ่มต้นที่ใจหยุดนี่แหละ ดังนั้น ให้หมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ ฝึกกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
* มก. เล่ม ๖ หน้า ๑๐๕

043 อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตร
     สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย แม้แต่โลกนี้ ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สักวันหนึ่งจะต้องแตกสลายไปในที่สุด เพราะไฟบรรลัยกัลป์บ้าง เพราะน้ำท่วมโลกบ้าง หรือบางครั้งก็เป็นเพราะลมพายุบ้าง อายุของมนุษย์จากที่เคยยืนยาวเป็นกัป เป็นแสน เป็นหมื่นปี ก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ จนเหลือไม่กี่สิบปี  พอเกิดมาแล้ว ก็มุ่งหน้าไปสู่ความเสื่อมสลาย เหมือนเดินเข้าไปสู่ปากของพญามัจจุราช  
     เพราะฉะนั้น ให้ถอนความยินดียินร้าย ถอนความอาลัยในโลกทั้งปวง แล้วมุ่งแสวงหาหนทางพระนิพพาน ทางสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ เข้าถึงบรมสุขอันเป็นอมตะ การฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เป็นพุทธวิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง จนกระทั่งไปถึงอายตนนิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุขที่ทุกคนปรารถนา
มีวาระพระบาลีใน อนัตตลักขณสูตร ว่า
“รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา
อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ”
     ปัจจุบันนี้ ได้มีการพยายามค้นคว้า หรือหาหลักฐานในทางพระพุทธศาสนา เพื่อนำมายืนยันเหตุผลในเรื่องว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา มีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันในนานาทัศนะ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในการศึกษาธรรมะกันเพิ่มมากขึ้น เพราะหลายๆ ท่านก็ยังมีใจเป็นกลางๆ และรอการพิสูจน์เพื่อทราบด้วยตัวเอง และที่ยิ่งไปกว่านั้น หลายๆ ท่านได้ลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจะพิสูจน์ให้รู้ว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา
     นิพพานนั้นมีอยู่จริงไหม ก็ต้องขอยืนยันว่า มีอยู่จริงๆ เพราะมีหลักฐานบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายท่านประพฤติธรรม ก็เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้นนิพพานจึงเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของทุกๆ คนในโลก มีหลายๆ ท่านเข้าใจไปว่า นิพพานเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวไม่มีตน ว่างเปล่า แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่า ที่บอกว่าว่างเปล่านั้น ว่างเปล่า หรือขาดสูญจากอะไร  
     ที่จริงแล้ว นิพพานถ้าจะบอกว่าว่างเปล่า ก็คือว่างจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ขาดสูญจากสรรพกิเลสทั้งมวล แต่คงความเป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา เป็นตัวเป็นตนที่ทุกคนสามารถรู้เห็นได้ด้วยตัวเอง พิสูจน์ได้ด้วยใจที่หยุดนิ่งนั่นเอง เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ จะนึกคิดด้นเดาเอาอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง จึงจะเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
     คนในสมัยก่อน โดยเฉพาะในศาสนาพราหมณ์ เขามีการถกเถียงกันมากว่า ที่สุดแห่งทุกข์ของเขานั้น เป็นอัตตาบ้าง มีลักษณะเป็นอาตมัน หรือปรมาตมันบ้าง แต่บางฝ่ายก็แย้งว่าไม่ใช่ ทุกอย่างสูญหมด สุดท้ายของชีวิตก็เหลือแต่ความว่างเปล่าทั้งนั้น เมื่อกล่าวถึงพระนิพพานในทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาก็ทรงได้รับคำถามเหมือนกันว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา  
     เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเห็นว่า หากตอบตรงๆ ว่า นิพพานเป็นอัตตา จะถูกมองว่า ทรงเห็นด้วยกับลัทธิพราหมณ์ที่บอกว่า นิพพานเป็นอัตตา ถ้าจะทรงตอบว่า นิพพานเป็นอนัตตา จะถูกมองไปว่า ทรงเห็นด้วยกับเจ้าลัทธิที่นิยมการขาดสูญ เนื่องจากความเข้าใจกับคำว่านิพพานของแต่ละลัทธิ ก็มีความเห็นไม่ตรงกันแล้ว เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จะไม่ทรงชี้ชัดว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา จะทำให้เกิดการทะเลาะกันไปเสียเปล่าๆ แต่ทรงให้นัย เหมือนที่ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ให้ปัญจวัคคีย์ได้รับฟังจนหายสงสัย เพราะได้รู้ได้เห็นเองแล้ว
     * เนื้อหาสาระของพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
     เวทนาเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
     สัญญาเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอนัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
     สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
     วิญญาณเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
     พระพุทธองค์ทรงตรัสยํ้าว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ นั้น เป็นอนัตตา และทรงถามปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่า "รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง" พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า "อนิจฺจํ ภนฺเต ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า" "ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า" "เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า" "ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" พระปัญจวัคคีย์ก็กราบทูลว่า "ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า" จากนั้นพระบรมศาสดาก็ทรงถามธรรมะในเรื่องของขันธ์ ๕ ไปตามลำดับ ตั้งแต่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ทุกรูปก็ตอบเหมือนกันว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
     พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ตสฺมาติห ภิกฺขเว ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ทั้งหมด ก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
     เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคต ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นสักแต่ว่าเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เธอทั้งหลายพึงเห็นขันธ์เหล่านั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
     พระปัญจวัคคีย์ได้พิจารณาเห็นไปตามความเป็นจริง ดังที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ ทำให้บังเกิดความเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายความกำหนัด ความยึดมั่น ถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ตั้งแต่ขันธ์ ๕ ของกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม แล้วเข้าไปถึงกายธรรมไปตามลำดับ สุดท้ายก็เข้าถึงกายธรรมอรหัต ซึ่งเป็นธรรมขันธ์ เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา เป็นสุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์เจือปนเลย เป็นตัวตน ที่แท้จริงภายใน  
     เมื่อหลุดล่อนจากเบญจขันธ์มาเป็นธรรมขันธ์ จิตของท่านก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทำให้ทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว นี้ก็รู้กันเองว่า นิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดนั้น เป็นอัตตาหรืออนัตตา จะได้รู้แจ้งด้วยตัวเองว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งเป็นอย่างไร ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักนิพพานกันจริงๆ ก็ให้หมั่นนั่งธรรมะเป็นประจำ หมั่นฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง จนกว่าเราจะเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
* มก. เล่ม ๖ หน้า ๕๒

042 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (๒)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (๒)
     การเกิดมาในสังสารวัฏของมนุษย์ทุกๆ คน เปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่ทุรกันดาร และเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม คือ กิเลสราคะ โทสะ โมหะ ทำให้เราไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น การดำรงอยู่เช่นนั้น ก็เป็นการยากที่จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข และปลอดภัยจากภัยทุกชนิดในวัฏสงสาร ความไม่ประมาทเป็นเหมือนเกราะแก้วคุ้มครองเรา ให้ดำเนินอยู่บนหนทางแห่งความถูกต้องดีงาม การฝึกฝนอบรมจนกระทั่งใสบริสุทธิ์ หยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ จะทำให้ชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า
“เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา โย จายํ อตฺตกิลถานุโยโค กามสุขลฺลิกานุโยโค
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่งสองอย่างบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การทรมานตัวเองให้ลำบากและการประกอบพัวพันในกาม”
     ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระธรรมเทศนาเรื่องแรก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้แสดงให้กับพระปัญจวัคคีย์ พร้อมกับพรหมอีก ๑๘ โกฏิ ให้ได้รับอมฤตธรรมตามพระองค์ไปด้วย และเป็นสักขีพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ เพราะฉะนั้น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จึงเป็นพระสูตรที่สำคัญ ที่พวกเราควรศึกษาเอาไว้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อศึกษาจนเข้าใจแล้ว จะได้นำไปปฏิบัติให้ได้บรรลุธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้
     * เนื้อหาสาระในพระสูตรนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโคการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามคุณทั้งหลาย ซึ่งเป็นของต่ำทราม คมฺโม เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน โปถุชฺชนิโก เป็นของคนมีกิเลสหนา อนริโย ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า อนตฺถสญฺหิโต ไม่เป็นประโยชน์ นี่คือประการที่หนึ่ง
     โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค การประกอบความลำบากให้แก่ตน ทุกฺโข กลับเป็นทุกข์แก่ผู้ประกอบด้วย อนริโย ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า อนตฺถสญฺหิโต ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มีโทษอย่างเดียว  
     มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา พระตถาคตทรงตรัสรู้ยิ่งทางสายกลางได้แล้ว จึงไม่แวะเข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น เมื่อเข้าถึงทางสายกลาง คือ ดำเนินจิตเข้าสู่กลางของกลางเรื่อยไป จกฺขุกรณี การเห็นเป็นปกติ ญาณกรณี การรู้เป็นปกติ ก็บังเกิดขึ้น จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลโก คือ แสงสว่างที่ไม่มีประมาณก็บังเกิดขึ้นมาตามลำดับ อุปสมาย เป็นไปพร้อมเพื่อความเข้าไปสงบระงับ อภิญฺญาย เพื่อความรู้ยิ่ง สมฺโพธาย เพื่อความรู้พร้อม นิพฺพานาย เพื่อความดับสนิท เป็นไปเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว
     ข้อปฏิบัติเป็นกลางที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง นั่นก็คือ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค หนทางที่ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ เรียงตั้งแต่ สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบ สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริชอบ สมฺมาวาจา กล่าววาจาชอบ สมฺมากมฺมนฺโต ทำการงานชอบ สมฺมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ สมฺมาวายาโม ทำความเพียรชอบ สมฺมาสติ ระลึกชอบ สมฺมาสมาธิ(Meditation) ตั้งใจชอบ นี่คือหลักที่ให้เราดำเนินไป เพราะในบรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์ ๘ เป็นทางที่ประเสริฐที่สุด เพราะฉะนั้น เมื่ออยากเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ ก็ต้องดำเนินตามปฏิปทานี้
     อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เป็นหลักเป็นประธานของปฐมเทศนาที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ แต่ว่าผู้ฟังเป็นประเภทขิปปาภิญญา ตรัสรู้ได้เร็ว ทรงอธิบายเท่านี้ก็เข้าใจแล้ว ส่วนนอกจากนั้น ก็ต้องอธิบายกันยาวหน่อย จึงจะเข้าใจได้ถ่องแท้ พระองค์ทรงรับสั่งกับพระปัญจวัคคีย์ว่า ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ อย่าเอาใจไปจรดไว้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ชอบใจ เพราะกามคุณทั้ง ๕ นี้ เป็นตัวกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าว่าเอาใจไปจรดกับรูปสวยๆ เสียงเพราะๆ หรือกลิ่นหอมๆ นั้นเข้า ใจก็ยึดติด ยินดี ทำให้เพลิดเพลินหลงใหล ใจก็ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านจึงได้ยืนยันว่า หีโน เป็นของต่ำทราม ไม่ไปในทางของนักปราชญ์ คมฺโม เป็นของชาวบ้าน ถ้าไปสนใจมากเข้า ก็ทำให้คิดแต่เรื่องสร้างบ้านสร้างเรือน ออกจากกิเลสได้ยาก ถ้าเข้าไปติดแล้วก็ออกไม่ได้
     ส่วนการประกอบตนเองให้ลำบาก ก็เป็นเรื่องไร้ประโยชน์เป็นทุกข์เปล่าๆ จะบำเพ็ญเพียรเป็นร้อยเป็นพันปีก็ไม่มีประโยชน์อะไร สมัยก่อนโน้น มีนักบวชหลายประเภท ที่อุตส่าห์ออกแสวงหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ แต่สติปัญญายังไม่สมบูรณ์ จึงมีการทรมานด้วยการนอนบนหนามบ้าง นอนตากแดด ย่างไฟ เอาไม้เคาะหน้าแข้งบ้าง ที่ทำไปนั้น ก็เพราะเข้าใจว่าเป็นทางหมดกิเลส เมื่อนอนตากแดด แดดร้อนเข้าจึงไม่มีความกำหนัดยินดี เข้าใจว่ากิเลสดับแล้ว นั่นเป็นความเข้าใจของผู้ไม่รู้ ที่นอนบนหนามก็เพราะคิดว่า เมื่อร่างกายทรมานแล้ว จะได้ไม่คิดเรื่องกาม ซึ่งแท้จริงแล้ว ความกำหนัดยินดีหรือกิเลสต่างๆ ในขณะนั้นก็ดับไปชั่วคราว พอเลิกนอนบนหนาม กิเลสก็เข้ามาเหมือนเดิม อย่างนี้ท่านเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค ทั้งนั้น
     ลักษณะของอัตตกิลมถานุโยคมีมากมาย ผิดทางมรรคผลนิพพาน ปฏิบัติไปก็เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ เมื่อทรมานตนมากเข้า ร่างกายก็ทรุดโทรม เป็นการทำลายตัวเอง เหมือนที่พระองค์เคยบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานพระองค์เองให้ลำบาก จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถึงกระนั้นก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษอะไร
     เมื่อพระองค์ทรงละทางสุดโต่งทั้งสองอย่างนั้นแล้ว ก็มุ่งดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง ที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระญาณอันยิ่ง ธรรมที่เรียกว่าข้อปฏิบัติอันเป็นกลางนั้น ต้องเอาใจจรดเข้าไปในกลางกายของเรานี่แหละ ซึ่งมีทางเดียวเท่านั้น คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้วมือ เมื่อเราเอาใจหยุดนิ่งไปตรงนั้นได้ถูกส่วน มรรคมีองค์ ๘ ประชุมกันถูกส่วน เป็นมรรคสมังคี ก่อเกิดเป็นดวงปฐมมรรค ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ พอเอาใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงนั้น ได้ชื่อว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทาอย่างแท้จริง  
     ทีนี้พอหยุดนิ่งเข้ากลางดวงปฐมมรรค จะไปพบดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงศีลนี้ก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ท่านเรียกว่าดวงศีล สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นดวงสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นดวงปัญญา เมื่ออริยมรรคมีองค์ ๘ ครบบริบูรณ์ จะทำให้เข้าถึงพระธรรมกาย ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา
     แก่นของศาสนานั้น อยู่ในตัวของเรา มีความละเอียดลุ่มลึกกันเข้าไปตามลำดับอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พอหยุดได้เป็นถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาทีเดียว เมื่อเราเว้นเสียจากที่สุดทั้ง ๒ อย่าง ไม่เสพที่สุดทั้ง ๒ นั้น เดินตามมัชฌิมาปฏิปทา ไปทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ไปเป็นลำดับ จะเข้าถึงพระธรรมกายได้
     พระตถาคตเจ้าทรงรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งในธรรมนี้ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงอรหัตผล เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงเอาเรื่องนี้มาแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ให้ได้รับฟัง พอหยุดนิ่งได้ถูกส่วน จักขุกรณี ทำให้เห็นเป็นปกติ เห็นไปตามความเป็นจริงทั้งหมด
     ญาณกรณี กระทำความรู้ให้เป็นปกติ ญาณของพระพุทธองค์ทรงเห็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ในมนุษยโลกนี้ ตั้งแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายมนุษย์ ของกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด เห็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นด้วยตาธรรมกาย ตามนุษย์ไม่สามารถเห็น ไม่ว่าจะเป็นตาของกายทิพย์ พรหม อรูปพรหม ก็เห็นไม่ได้ เพราะยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ ยังเป็นขั้นสมถะอยู่

     พอถึงกายพระธรรมกายจึงเป็นขั้นวิปัสสนา ท่านก็อาศัยธรรมจักษุ และญาณทัสสนะของธรรมกายดู เบญจขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นจริงๆ เห็นชัดเจนทีเดียว รู้ด้วยญาณของพระตถาคตเจ้า ธรรมกายนั่นแหละ เป็นตัวของพระตถาคตเจ้า เห็นความทุกข์ตั้งแต่กายมนุษย์ ที่เป็น ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ยังไรก็รู้หมด  
     สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เรียกว่า สมุทัย มีอะไรบ้าง ตั้งแต่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ธรรมกายก็เห็นแจ้งหมด เมื่อเห็นจึงรู้ เมื่อรู้จึงหาทางที่จะสลัดให้หลุดจากตัณหาเหล่านั้น ด้วยการหยุดใจ เรียกว่า นิโรธ ดังนั้น หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ
     เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงอย่างนี้ พระอัญญาโกณฑัญญะท่านก็พิจารณาเห็นตามว่า “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงก็มีความดับไปเป็นธรรมดา” ท่านได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ สำเร็จเป็นพระโสดาบันแล้ว ทำให้พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุก็สะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น อนุโมทนาสาธุการ ในการเข้าถึงธรรมกายของท่าน นับเป็นการบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาที่ครบสมบูรณ์ เพราะถึงพร้อมด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์สาวก
     เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็ควรหมั่นพิจารณาธรรม แล้วนำไปปฏิบัติด้วยการหมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ดำเนินจิตของเราในหนทางสายกลาง ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หมั่นทำทุกๆ วัน ทำความเพียรให้สม่ำเสมอ ให้ได้บรรลุธรรมกายกันทุกคน


พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
* มก. เล่ม ๖ หน้า ๔๔

041 ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร (๑)

ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร (๑)
     ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลสอาสวะ ดวงจิตถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา บดบังดวงปัญญาไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต เรื่องราวในสังสารวัฏจึงเป็นความลี้ลับที่มืดมน ไม่มีใครรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย คนเราทุกคนที่เกิดมาแล้วต่างก็มีหน้าที่ คือ ต้องแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้น มุ่งตรงไปสู่อายตนนิพพาน  
     ดังนั้น การกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจึงเป็นวัตถุประสงค์ของชีวิต จะกำจัดกิเลสอาสวะได้ ต้องเข้าถึงธรรมกาย แล้วใช้กายธรรมที่ละเอียดที่สุดบริสุทธิ์ที่สุด จึงจะไปกำจัดต้นเหตุของกิเลสอาสวะได้ แต่กว่าจะเข้าไปถึงจุดนั้น เราจะต้องทำใจของเราให้หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ หยุดในหยุดกันตลอดไปบนเส้นทางแห่งอริยมรรค เส้นทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
ครั้งหนึ่งท้าวสหัมบดีพรหมได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ว่า
     “ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญาดี มีพระจักษุโดยรอบ ปราศจากความโศกแล้ว จงเสด็จขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม จงพิจารณาชุมชนผู้จมอยู่ในความโศก ถูกชาติและชราครอบงำแล้ว อุปมาเหมือนบุคคลผู้อยู่บนยอดเขา อันล้วนด้วยศิลา จะพึงเห็นชุมชนโดยรอบ ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ทรงชนะสงครามแล้ว ขอพระองค์จงแสดงธรรมเพื่อเกื้อกูลแก่หมู่สัตว์ด้วยเถิด”
     เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ได้ทรงบรรลุกันแล้ว ก็ทรงเข้านิโรธสมาบัติมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ตลอดระยะเวลา ๗ วันที่โพธิมณฑล ทรงให้เวลาล่วงไปกับการเข้านิโรธสมาบัติอีกหลายสัปดาห์ พร้อมกับพิจารณาธรรม ที่เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งสุขุมลุ่มลึกยิ่งนัก ยากที่สรรพสัตว์จะตรองตามได้ 

     * แต่เมื่อพระองค์ได้รับการอาราธนาจากสหัมบดีพรหมแล้ว ก็ตรวจตราดูโลกธาตุด้วยธรรมจักขุ ทรงเห็นเหล่าเวไนยสัตว์ชนิดที่มีอินทรีย์แก่กล้า เคยสั่งสมบุญบารมีร่วมกับพระองค์มาก่อน พร้อมที่จะตรัสรู้ธรรมตามก็มี ส่วนที่ยังมีอินทรีย์อ่อนอยู่ ได้ฟังพระสัทธรรมมาน้อย รอพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปมาโปรดก็มี  
     ทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ว่า ที่เป็นประเภทอุคฆติตัญญู คือเพียงฟังธรรมครั้งเดียว ก็สามารถตรัสรู้ธรรมตามได้ทันทีก็มีมากมาย เปรียบเสมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำ พอได้รับแสงอรุโณทัยก็สามารถเบ่งบานได้ทันที  
     ทรงพิจารณาเห็นต่อไปว่า หมู่สัตว์ที่เป็นประเภทวิปจิตัญญู คือฟังธรรมที่มีการขยายความเพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถไตร่ตรองตามธรรมที่พระองค์ทรงแสดง แล้วสามารถทำใจให้หยุดนิ่ง เข้าถึงธรรมตามพระองค์ได้ เหมือนดอกบัวที่ปริ่มน้ำ พร้อมที่จะโผล่ขึ้นเบ่งบานในวันรุ่งขึ้น และยังมีหมู่สัตว์อีกมากมายผู้มีบุญวาสนามาก่อน ที่รอคอยฟังพระสัทธรรมจากพระองค์ เป็นประเภทเนยยะ คือผู้ที่พระองค์พอจะแนะนำได้ ต้องฟังธรรมซํ้าแล้วซํ้าอีก หากเข้าใกล้กัลยาณมิตร ต้องใช้เวลาสักหน่อยจึงจะสามารถตรัสรู้ธรรมตามได้ เหมือนดอกบัวที่อยู่ในน้ำ ต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงตะวัน
     ส่วนประเภทสุดท้าย คือ ปทปรมะ หมู่สัตว์ผู้มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ได้ยินได้ฟังธรรมมาน้อย ไม่ได้สั่งสมบุญบารมีเอาไว้ แม้จะได้พบพระอริยเจ้า ได้ฟังพระสัทธรรม แต่ก็ไม่มีปัญญาพอที่จะไตร่ตรองตามธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งได้ อย่างมากก็เป็นเพียงอุปนิสัยปัจจัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติเท่านั้น เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ อยู่ในเปือกตม ไม่มีโอกาสเบ่งบานรับแสงอรุณ ต้องกลายเป็นอาหารของปลาและเต่าไป
      เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็ตรวจดูต่อไปว่า ควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อน ทรงตรวจดูไปตลอดหมื่นโลกธาตุ ก็ทรงค้นพบว่า อาฬารดาบสกับอุทกดาบส ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน เป็นผู้มีพระคุณต่อพระองค์ อีกทั้งเป็นผู้มีบุญบารมีที่เป็นอุคฆฏิตัญญู พร้อมที่จะสามารถรองรับธรรมอันสุขุมลุ่มลึก ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ด้วยความยากลำบากนี้ เมื่อตรวจดูอีกทีก็ทรงพบว่า ท่านอาจารย์ทั้งสองได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว อาฬารดาบสได้สมาบัติ ๗ ไปเป็นอรูปพรหมในอากิญจัญญายตนะเมื่อ ๗ วันที่ผ่านมานี่เอง ส่วนอุทกดาบสได้สมาบัติ ๘ พึ่งจะละโลกไป แล้วไปบังเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนะเมื่อวานนี้
     ท่านอาจารย์ทั้งสองได้ไปสู่ภพภูมิที่มีอายุยืนยาว หมดโอกาสที่จะได้รับรสพระธรรม เพราะถ้าหากพระองค์ทรงเทศน์ให้ฟังว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรปล่อยวางในสังขารเหล่านั้นเสีย อาจารย์ทั้งสองจะไม่เชื่อ เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่า อรูปภพนี้เป็นสุขที่สุดแล้ว เที่ยงแท้ที่สุด ควรยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ เมื่อไม่เชื่อก็ไม่ตรองตาม จึงเป็นผู้พลาดจากมรรคผลอย่างน่าเสียดาย เพราะถ้าหากยังไม่ทำกาลกิริยาเสียก่อน ท่านอาจารย์ทั้งสองจะได้ฟังธรรมและพร้อมที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ทันที
     พระพุทธองค์ทรงรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยมีอุปการคุณต่อพระพุทธองค์ และเห็นว่ามีอุปนิสัยแห่งการตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้ ทรงเห็นว่าขณะนี้ทั้ง ๕ ท่าน พักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเขตพระนครพาราณสี จึงเสด็จพุทธดำเนินจากต้นมหาโพธิ์ มุ่งสู่กรุงพาราณสี สิ้นระยะทาง ๑๘ โยชน์  
     ในระหว่างทาง อุปกาชีวก ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าระหว่างแม่น้ำคยา และต้นโพธิพฤกษ์ ได้เห็นพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าเปล่งปลั่งผ่องใส เห็นพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระพุทธองค์ ซึ่งไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ท่านได้ทูลถามว่า "ดูก่อนอาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า ต่อไปในอนาคต อาชีวกนี้จะได้บรรลุธรรมตามพระองค์ จึงได้แสดงวาทะว่า
     "เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทา ละธรรมเป็นไปในภพสามได้หมด เราเป็นผู้พ้นแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา เราตรัสรู้ยิ่งเองโดยชอบ แล้วจะพึงอ้างใครเล่าเป็นอาจารย์ อาจารย์ของเราไม่มี บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี ทั้งในโลกและเทวโลก เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก เราเป็นศาสดาที่หาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้ เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เย็นใจ ดับกิเลสได้แล้ว เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี เพื่อประกาศธรรมจักรให้เป็นไป จะยํ่าธรรมเภรีตีกลองอมตธรรมในโลกอันมืดมน เพื่อให้สรรพสัตว์ได้ดวงตาเห็นธรรม ดูก่อนอุปกะ เราชนะธรรมอันลามกแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงชื่อว่า อนันตชิน เป็นผู้ชนะอันหาที่สุดมิได้"
     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุปกาชีวกก็ทูลว่า “ขอให้ท่านพึงเป็นผู้มีชัยชนะตลอดกาลเถิด” จึงแสดงอาการสั่นศีรษะคล้ายกับยังคลางแคลงสงสัยอยู่ สั่นศีรษะและก็แลบลิ้นด้วย แล้วก็เดินจากไป
     ส่วนพระพุทธองค์ก็เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะซึ่งเป็นที่อาศัยของปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก่อนหน้านั้นปัญจวัคคีย์ได้ทำการตกลงกันว่า หากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาก็จะไม่ยอมลุกขึ้นต้อนรับ เพราะเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทรงคลายความเพียร ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาถึง ทุกๆ ท่านต่างก็ลืมสัญญาที่เคยทำกันไว้ แล้วรีบลุกขึ้นต้อนรับ รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งปูลาดอาสนะ รูปหนึ่งจัดหาน้ำล้างพระบาท รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท อีกรูปหนึ่งนำผ้าเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย
     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ ที่พระปัญจวัคคีย์จัดถวาย แล้วทรงล้างพระบาท ฝ่ายพระปัญจวัคคีย์เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยระบุพระนาม และใช้คำว่า อาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสห้ามพระปัญจวัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าเรียกตถาคต โดยระบุชื่อ และอย่าใช้คำว่า อาวุโส เพราะเราตถาคตได้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรมแก่พวกเธอ พวกเธอจงปฏิบัติตามที่เราสั่งสอน แล้วไม่ช้าจะทำให้แจ้งคุณอันยอดเยี่ยมได้”
     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านถึงสองครั้งว่า "อาวุโสโคดม ก็บัดนี้ พระองค์คลายความเพียรเสียแล้ว ไฉนจักบรรลุอมฤตธรรมได้เล่า" พอครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังทรงยืนยันเหมือนเดิม แล้วตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังจำได้หรือไม่ว่า ถ้อยคำเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้" พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า "คำนี้ไม่เคยฟังเลยพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีวาจาเป็นหนึ่ง เราเป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับเถิด เราจะสั่งสอนจักแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติตามที่เราสั่งสอนแล้ว จะได้บรรลุธรรมอันยอดเยี่ยมตามเรา" 
     เมื่อปัญจวัคคีย์ยินยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เงี่ยโสต ตั้งจิตเพื่อฟังพระสัทธรรมที่พระพุทธองค์นำมาแสดง ส่วนพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอะไรนั้น ครั้งต่อไปจะนำธรรมะที่พระพุทธองค์ได้แสดงให้พระปัญจวัคคีย์ มาเล่าให้ได้รับฟังกัน เพราะฉะนั้น ให้เตรียมกาย วาจา ใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ใจผ่องใส พยายามประคับประคองรักษาใจให้หยุดนิ่งเอาไว้ ใจของเราจะได้เหมาะสม ที่จะเป็นภาชนะรองรับธรรมะ รองรับบุญกุศลที่จะเกิดขึ้นจากการฟังธรรม เราจะได้ฟังปฐมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเอาไว้ เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี มาเล่าให้ฟังพร้อมๆ กัน
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
* มก. เล่ม ๑๘ หน้า ๔๒๑